
การจะเป็น HR ที่ดีนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง แต่เกิดมาจากความพยายาม และความมั่นทำงาน HR ให้ดีที่สุด เรื่องนี้ต้องใช้เวลา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น HR ที่ดี ต้องทำงาน 20-30 ปี หากเรารู้ตั้งแต่ต้นว่าต้องเตรียมตัว หรือพัฒนาตนเองอย่างไร เราก็สามารถเป็น HR ที่ดีได้ในเวลาไม่นานนัก
จากประสบการณ์ในการทำงาน HR มานานและทำให้องค์กรที่แตกต่างกันหลายแห่ง พอจะสรุปได้ว่าการจะเป็น HR ที่ดี พึงจะพัฒนาตนเองในเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. พัฒนาบุคลิกภาพให้เป็นเชิงบวก (Positive Persnoality)
การทำงานเกี่ยวกับคนหมู่มาก ต้องมีบุคลิกภาพที่ดีเสียก่อน เพราะเป็นสิ่งแรกที่ผู้คนมองเห็น บุคลิกเชิงบวกมักจะเป็นดังต่อไปนี้
- มีอัธยาศัยดี
- มองโลกในแง่ดี
- มีทัศนคติคต่อเรื่องต่าง ๆ ในทางที่ดี
(ได้เคยเผยแพร่คำกล่าวที่ว่า "The Loser sees problem in every solution, the Winner sees solution in every problem." ผู้แพ้มักจะเป็นแต่ปัญหาในทุกเรื่องที่เขาเสนอมา ส่วนผู้ชนะมักจะเป็นทางออกในทุกปัญหาที่พบ คงต้องพยายามทำตัวให้เป็น Winner - ผู้ชนะ)
- หลีกเลี่ยงการทำให้คนอื่นเสียหน้า โดยเฉพาะในที่ประชุม หรือต่อหน้าคนมาก ๆ โดยวิธียกจนข่มท่าน ที่แสดงว่าคนอื่นฉลาดน้อยกว่าตน วิธีนี้สร้างแต่ศัตรู
2. พัฒนาความรู้ทาง HR อย่างสม่ำเสมอ (HR Professionalism)
หลายคนคิดว่า การพัฒนาหาความรู้เป็นเรื่องไกลตัว และจะทำเมื่อไรก็ได้ คงต้องคิดใหม่ว่า การพัฒนาหาความรู้ทาง HR ต้องเริ่มทำวันนี้ และทำทุกวัน จนเป็นนิสัย
- อาชีพของ HR คือการแนะนำสายงานต่าง ๆ ถ้าเรามีความรู้น้อย เราก็ทำงานนี้ไม่ได้ดี
- ต้องฝึกนิสัยการชอบการอ่านหนังสือ ซึ่งเป็นประเภทตำรา หรือบทความทางวิชาการเกี่ยวกับ HR อย่างสม่ำเสมอ
- นอกจากอ่านหนังสือแล้ว ยังควรติดตามข่าวคราว ความเคลื่อนไหวของงาน HR ที่ใกล้ตัว และไกลตัว อย่ารอให้ข่าวมาถึงตัว ควรจะเสาะแสวงหาข่าว มิฉะนั้นจะไม่ทันคนอื่น
- ติดตามว่า องค์กรชั้นดี ซึ่งมีวิธีการทำงานที่ดีที่สุด (Best Practices) นั้น เขาทำงาน HR กันอย่างไร อะไรดีพึงควรนำมาทดลองปฏิบัติ เพื่อให้ทันสมัยอยู่เสมอ
- ควรรู้จักโลกภายนอกให้มากขึ้น ไม่ควรเก็บตัวอยู่ในเฉพาะในองค์กร หาหนทางรู้จัก HR ภายนอกและสร้างเครือข่าย (HR Network) ซึ่งจะเป็นประโยชน์มาก ถ้าต้องการข้อมูลใดจากภายนอก ก็สอบถามจากเครือข่ายได้เสมอ
- ควรเข้ารับการฝึกอบรม หรือสัมมนาทางวิชาการ HR เป็นระยะ ๆ เพราะการจัดฝึกอบรม หรือสัมมนา มักจะเป็นหัวข้อที่กำลังเป็นที่กล่าวถึง หรือเป็นเรื่องที่ผู้คนสนใจกันอยู่ เท่ากับเป็นการ Update ตัวเองทางวิชาการที่ดีอีกวิธีหนึ่ง
การมีความรู้ และประสบการณ์ จะช่วยให้เราสามารถให้คำแนะนำแก่สายงานได้เป็นอย่างดี ได้มีคำกล่าวเกี่ยวกับงานวิชาชีพ HR ว่า "The value of HR is good advice" คุณค่าที่แท้จริงของ HR คือ การให้คำแนะนำที่ดีแก่สายงาน เราจะแนะนำใครไม่ได้ถ้าไม่มีความรู้
ความรู้และประสบการณ์ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะเป็นนักบริหารงานบุคคลมืออาชีพ (หรือ HR Professional) ได้
3. พัฒนาความน่าเชื่อถือ (Personal Credibility)
หากมีใครบอกคุณว่า "คุณยังมี credibity gap อยู่นะ" หมายความว่า ยังมีช่องว่างของความน่าเชื่อถืออยู่ แปลง่าย ๆ ได้ว่า พนักงานยังให้ความน่าเชื่อถือต่อตัวผมน้อยไป ถ้า HR ขาดความน่าเชื่อถือเมื่อใด เมื่อนั้น HR ก็จะหมดคุณค่า ผมรีบทบทวนบทบาทตัวเองอย่างเร่งด่วน และพัฒนาตัวเองอย่างมุ่งมั่น ซึ่งเป็นการท้าทายอย่างยิ่งในวิชาชีพ HR และในที่สุดก็ปิด gap นั้นได้
ความน่าเชื่อถือ คือ สถานภาพที่เราสร้างขึ้นมาจากพฤติกรรมของเราที่ทำงานร่วมกับคนอื่น ๆ เป็นพฤติกรรมที่ดี ที่เราสะสมไว้ทุก ๆ วัน เป็นเวลายาวนาน จากอดีตถึงปัจจุบัน
การจะมีความน่าเชื่อถือนั้น คือ การมีพฤติกรรมในการทำงานหลายอย่างรวม ๆ กัน ซึ่งสรุปได้ดังนี้
1) เมื่อมีใครถามปัญหา HR เรามักจะตอบได้อย่างถูกต้อง
ตอบอย่างมีหลักวิชาการสนับสนุนด้วย รวมทั้งวิธีปฏิบัติที่ยกตัวอย่างได้ เราต้องมีความรู้ใน HR อย่างน้อยที่สุดคือ ต้องรู้ในงานที่เรารับผิดชอบโดยตรงเป็นอย่างดี ความรู้ใน HR ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ผู้คนจะเชื่อเราต่อไปหรือไม่ เมื่อทำงานใด ต้องรู้จริงในงานนั้น อย่างไรก็ตาม เรื่องใดที่ไม่รู้ (เพราะไม่ได้ทำ) ก็ต้องบอกว่าไม่รู้ จะเป็นอันตรายต่อตัวเองมาก ถ้าไม่รู้แต่กลัวเสียหน้า เลยบอกว่ารู้ และตอบไปอย่างผิด ๆ ถ้าอย่างนั้น ครั้งต่อไปเขาจะไม่เชื่อเราอีก
2) วางตัวเหมาะสมทุกสถานการณ์ และมีพฤติกรรมส่วนตัวที่ดีอยู่เสมอ
การวางตัวไม่เหมาะสม หรือมีพฤติกรรมส่วนตัวที่ผู้คนรังเกียจ จะหาความน่าเชื่อถือได้ยาก ต่อให้เก่ง HR เพียงใดก็ตาม
3) เป็นผู้คนเปิดเผย จริงใจ จนผู้คนเขาวางใจได้
4) มีจิตใจเป็นกลาง ไม่ลำเอียง คือ ซื่อสัตย์ต่ออาชีพ HR
5) มี Team spirit มีจิตใจช่วยเหลือผู้อื่น รักหมู่ รักคณะ
คำว่า Team ไม่ได้หมายถึงเฉพาะทีมงานที่เราสังกัด แต่หมายความกว้างขวาง ครอบคลุม ทั่วทั้งองค์กร ฉะนั้นจึงไม่แบ่งเขา แบ่งเรา ภาษาสมัยใหม่ ซึ่งได้มาจากวิธีบริหารของบริษัท General Electic หรือ GE เขาเรียกพฤติกรรมนี้ว่า ไม่มีการแบ่งกั้นระหว่างพนักงานคือ "Boundaryless" กล่าวคือ ไม่ถูกกั้นโดยทีม ส่วน ฝ่าย หรือ สำนัก ถ้าทำธุรกิจข้ามชาติ ก็เรียกว่า ทำธุรกิจไร้พรมแดน (Boundaryless World) คือไม่ถูกปิดกั้นโดยพรมแดนของประเทศ
6) เคารพในความคิดเห็นของผู้อื่น
ไม่พึงคิดว่าคนอื่นฉลาดไม่เท่าตน HR ที่ดีต้องฟัง คือ เป็นนักฟังมากกว่าเป็นนักพูด ไม่ควรด่วนสรุปว่าความเห็นคนอื่นไม่ดี พฤติกรรมข้อนี้สัมพันธ์กับความเชื่อมั่นในตัวเอง (self confidence) คนที่เชื่อมั่นในตัวเองสูงมักจะไม่ฟังเหตุผลของคนอื่น การมีความเชื่อมั่นในตัวเองเป็นสิ่งที่ดีที่จะพึงมี แต่อย่าให้เกิดสภาพที่ Over self confidence - มีมากเกินไป จะเป็นอันตราย
7) ยอมรับความจริงเสมอ
ในการบริหารงานบุคคลนั้น องค์กรไม่ได้ทำถูกไปเสียทุกเรื่อง ในบางเรื่องที่เห็นว่าผิด เราควรยอมรับว่า ผิด และควรแก้ไข บางเรื่องที่ถูกต้อง แต่พนักงานไม่เข้าใจก็ต้องอธิบายชี้แจง HR บางคนรักฝ่าย/กอง/สำนักของตนจนคิดว่า ฝ่าย/กอง/สำนัก ตัดสินอะไรไปแล้วต้องถูกหมด
8) มีความเป็นผู้ใหญ่ (Maturity)
คือ การรู้จักควบคุมตัวเองไม่ให้หวั่นไหวโดยเฉพาะควบคุมอารมณ์ที่รัก - เกลียด ซึ่งทำให้ลำเอียง ความเป็นผู้ใหญ่นั้นควรคิดแต่เรื่องสำคัญ ๆ ในงาน และไม่คิดเล็กคิดน้อย หรือคิดเรื่องส่วนตัว
9) เป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย
พฤติกรรมต่าง ๆ ที่กล่าวมาทั้ง 8 ข้อ เป็นสิ่งที่ดี ที่ควรพัฒนาให้เกิดขึ้น และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว พึงยึดถือปฏิบัติอย่างจริงจัง สม่ำเสมอ ไม่ทำ ๆ หยุด ๆ เช่นวันนี้เป็นอย่างนี้ พรุ่งนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง หากเป็นอย่างนี้แล้วจะหาคนอื่นเชื่อถือได้ยาก
การมีบุคลิกบวก : ทำให้คนเข้ามาหาเรา เข้ามาใกล้ชิดเรา
การมีพฤติกรรมดีหลายอย่างที่กล่าวถึง : ทำให้คนพูดหรือปรึกษาหารือกับเรามากขึ้น และวางใจเรามากขึ้น
การทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย : จะทำให้คนที่วางใจเราอยู่แล้ว เชื่อถือในตัวเราตลอดไป
4. พัฒนาความสัมพันธ์และการติดต่อสื่อสาร (Communication Skills)
- กลุ่ม Shared Service ถ้าขาด skill ข้อนี้ คือ ขาดทักษะในการติดต่อสื่อสารเสียแล้ว จะทำงานยากลำบาก ทักษะที่ว่านี้ ภาษาชาวบ้านเรียกว่า "ศิลปะการพูดกับคนรู้เรื่อง"
- การพูดกับคนรู้เรื่อง ต้องมีทักษะเรื่องการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (interpersonal skill) คือทักษะในการเข้ากับคนและการมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล
- การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างดีและได้ผลนั้น อาศัยคุณลักษณะทางจิตวิทยาข้อหนึ่งเรียกว่า "ความสามารถที่เข้าใจคนอื่น" ซึ่งก็คือมี ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient - EQ) นั่นเอง คนที่มี EQ สูง จะรู้ว่ากำลังพูดอยู่กับใคร เขาต้องการอะไร เราตอบสนองเขาได้ไหม ถ้าทำไม่ได้ ใครจะช่วยเหลือได้บ้าง พนักงานที่เราพูดด้วยเขาจะมีความรู้สึกหลายอย่าง บางคนต้องการความช่วยเหลือ บางคนเดือดร้อนเพราะคนอื่นได้ดีกว่าตน และเรียกร้องหาความเป็นธรรม คนมี EQ สูง จะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ และการติดต่อ สื่อสาร หรือปฏิสัมพันธ์ก็จะดำเนินไปด้วยดี ซึ่งไม่ได้หมายความว่า คนมี EQ สูง จะแก้ปัญหาให้ได้หมด แต่เขาจะหาหนทางแก้ไขที่ถูกต้องได้
- มีผู้เคยตั้งข้อสังเกตว่า การบริหารงานบุคคลที่แท้จริงคือ การบริหารความรู้สึกของพนักงาน คนที่จะบริหารความรู้สึกของพนักงานได้ดีพึงต้องมีทักษะ EQ ถ้าจะเปรียบว่า IQ คือความเก่งทางสมองหรือเก่งเลข ก็คงจะเปรียบได้ว่า EQ คือความเก่งที่จะพูดจากับคน ฉะนั้นที่โบราณว่า ปากเป็นเอก (EQ) เลขเป็นโท (IQ) ถูกต้องอย่างยิ่ง
5. พัฒนาความรอบรู้ในธุรกิจของสายงาน (Understanding the Business of Line Functions)
- คนในอาชีพ HR ต้องตระหนักเป็นเบื้องต้นว่า หน่วยงานของเราตั้งต้นขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือ สายงานต่าง ๆ ในเรื่องการบริหารบุคคล ถ้าเขาทำงาน HR ได้เองทั้งหมด องค์กรก็ไม่ต้องตั้งฝ่าย HR ทุกวันนี้ เรื่องของคนสลับซับซ้อนยุ่งยากมากขึ้นกว่าเดิม จึงต้องมีผู้ที่เรียนมาทาง HR และช่วยรับผิดชอบในเรื่องของ HR โดยเฉพาะ
- เมื่อเข้าใจแล้วว่ามี HR เมื่อช่วยเหลือสายงานต่าง ๆ ประเด็นที่สำคัญต่อไปคือ เราต้องรู้ว่าสายงานต่าง ๆ ในองค์กรของเรา เขาอะไรบ้าง แบ่งออกเป็นที่สาย ที่ฝ่าย/สำนัก/กอง แต่ละหน่วยงานมีหน้าที่อะไร และที่สำคัญแต่ละแห่งมีปัญหา HR อะไรบ้าง
- เป็นที่ยอมรับกันในวงการบริหารงานบุคคลแล้วว่าภารกิจสำคัญของ HR คือเป็นคู่คิดทางธุรกิจ หรือเป็น Business Partner เราจะเป็นคู่คิดกับเขาไม่ได้ ถ้าไม่รู้ว่าเขาทำธุรกิจอะไร ทำอย่างไร และมีปัญหาอะไรบ้าง
- HR ที่ประสบความสำเร็จ และเป็นคู่คิดได้จริง เขาจะเชิญเข้าร่วมประชุมใน Top Management Meeting คือที่ประชุมสูงสุดของฝ่ายบริหาร ซึ่งจะพิจารณาดำเนินธุรกิจทั้งมวล และปัญหาหนึ่งในปัญหาการทำธุรกิจ คือปัญหาเรื่องคน ในตอนนี้เองที่ HR จะออกความเห็นเรื่องบริหารคนต่อที่ประชุมได้ ความรู้ในธุรกิจ จะช่วยให้เราทำหน้าที่นี้ได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ และอย่างมีคุณค่าต่อองค์กร
6. พัฒนาจิตสำนึก เรื่องบทบาท และวิธีทำงานที่ถูกต้องของ HR (Realizing HR Roles)
- ต้องเข้าใจเป็นเบื้องต้นว่า HR เป็น Staff และสายงานเป็น Line และต้องยอมรับต่อไปว่า Line คือ พระเอก Staff คือผู้ช่วยพระเอก ซึ่งเป็นความจริงอย่างนี้ทุกองค์กร
- ในทางทฤษฎี Staff (HR) คือ decision advisor (คนซึ่งแนะนำทางเลือก ข้อที่ควรปฏิบัติ) ส่วน Line (สายงาน) คือ decision maker (คนซึ่งยอมรับงานทั้งหมด และตัดสินใจเอง โดยฟังคำแนะนำจาก Staff มาประกอบการตัดสินใจ)
- ภารกิจหลักของ HR ซึ่งเป็น Staff คือ advise, assist, service (ให้คำแนะนำ ให้ความช่วยเหลือ และให้บริการ) งานบุคคลทำ 3 อย่างนี้เท่านั้น ไม่ใช่ไปสั่ง Line ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้
- Line ที่ดี มักจะฟังคำแนะนำ (ที่ดีด้วย) จาก Staff หากเป็นตามนี้งานก็จะดำเนินไปอย่างราบรื่น Line บางคนอาจไม่ค่อยดีนัก เพราะทำอะไรตามใจตนเอง โดยใช้อำนาจของ Line ที่มีอยู่ตัดสินใจเอง เอาผลประโยชน์ของตนเป็นหลัก จะกระเทือนองค์กรอย่างไรก็ไม่คำนึงถึง HR ที่พบกับ Line ประเภทนี้จะเหนื่อยมาก
- มีปัญหาดังกล่าวกับ Line ต้องอดทน และพยายามชี้แจงข้อดีข้อเสีย และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากชี้แจงแล้วไม่ฟัง ควรปรึกษาหารือกับระดับสูงก่อ และควรนำเรื่องไปหารือหัวหน้าของ Line ผู้นั้นด้วย ตามสายบังคับบัญชา หัวหน้าสูงสุดของ Line คือ CEO อนึ่งพึงระลึกไว้ด้วยว่า การที่มีปัญหากับ Line อาจจะเป็นเพราะเรายังไม่มี Credibility มากพอก็ได้
- ในการระบบการบริหารงานบุคคล อาจมีคณะกรรมการอยู่หลายคณะ การตัดสินใจส่วนมากจะตัดสินใจโดยคณะกรรมการ แต่ก็อย่าได้วางใจว่า จะถูกต้องหมด ฉะนั้น HR ต้องเป็นหลักให้แก่คณะกรรมการด้วย
7. Competecies of the Stars
หนังสือเล่มหนึ่ง working with Emotional Intelligence ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ EQ กล่าวมาข้างต้น มีบทที่เด่นที่สุด ชื่อว่า Competencies of the Stars คือ คุณสมบัติพิเศษของผู้ที่ประสบความสำเร็จในงานจนเป็นดาราในวงการได้ Competencies โดยย่อมีดังนี้
(1) รู้จักตัวเอง (Self Awareness) รุ้ว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร มีข้อดีอะไรบ้าง มีข้อด้อยอะไรบ้าง รู้จักใช้ข้อดีให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่น รู้จักแก้ไขข้อด้อยให้หมดไป
(2) รู้จัดควบคุมตัวเอง (Self Regulation) การรู้จักตัวเองตามข้อ 1 ยังไม่พอ ต้องรู้จักที่จะควบคุมตัวเองให้ได้ด้วย คือควบคุมอารมณ์ที่ไม่ดีของตน เช่น ควบคุมไม่ให้ตัวเองทำสิ่งที่ผิด ๆ เป็นต้นว่า ลำเอียง หรือเห็นแก่ตัว
(3) รู้จักพัฒนาตนเอง (Self Development) การรู้จักตัวเอง และการควบคุมตัวเองดังกล่าวใน 2 ข้อแรก ก็จำเป็นในระดับต้น แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่น ต้องมีสติปัญญา ความรู้เสริมด้วย ซึ่งได้มาจาการพัฒนาตนเอง การมีความรู้ช่วยให้เรามีความมั่นใจในตัวเอง และเป็นที่ยอมรับของคนอื่น
(4) สามารถเข้าใจผู้อื่น (Empathy) สามารถเข้าใจว่าคนอื่นเขากำลังคิดอะไร อยากได้อะไรหรือไม่อยากได้อะไร เมื่อเราเข้าใจคนอื่นได้แล้ว การทำงานของเราก็จะราบรื่น ผู้นำที่มีชื่อเสียงจะมีคุณสมบัติข้อนี้สูง
(5) สามารถจูงใจให้ผู้อื่นเห็นด้วยกับเรา (Persuation, Influence & Leadership) เป็นความสามารถที่ต้องพัฒนาด้วยความยากลำบาก เพราะการเป็น staff นั้น ไม่มีอำนาจจะไปสั่งใคร แต่ก็พยายามให้คนอื่นคล้อยตามเราเพื่องานจะได้สำเร็จ จึงเป็นศิลปะชั้นสูงซึ่งใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ หรือใช้วิทยาการ วิทยายุทธ ทั้งมวล เพื่อจูงใจคนอื่นคล้อยตามเรา และทำให้งานสำเร็จได้
คุณลักษณะทั้ง 5 ประการของผู้ประสบความสำเร็จดังกล่าวจะคล้ายกับแนวคิดเรื่องการพัฒนาความน่าเชื่อถือ (Personal Credibibity) ในหัวข้อที่ 3 ข้างต้น ทำให้มองเห็นว่า เรื่องความน่าเชื่อถือมีความสำคัญมากต่อคนอาชีพ HR เพียงใด
บทสรุป
การเป็น HR ที่ดีนั้น คงมองได้ 2 แง่ ในแง่หนึ่งมองได้ว่า HR ที่ดีต้องก้าวร้าว ดุดัน (aggressive) และเอาผลงานเป็นหลัก ซึ่งเป็นรูปแบบของคนตะวันตก ส่วนอีกแง่หนึ่งมองได้ว่า HR ที่ดี นอกจากจะมุ่งผลงานแล้วยังต้องคำนึงถึงจิตใจของคนเกี่ยวข้องด้วย และพฤติกรรมเป็นแบบสุขุมนุ่มนวล ซึ่งเป็นรูปแบบของคนตะวันออก พิจารณาโดยรวมแล้วคงถูกทั้ง 2 แบบ แล้วแต่เราอยู่ในวัฒนธรรมแบบไหน
การพัฒนาตนเองในเรื่อง บุคลิกเชิงบวก ความรู้ใน HR ความน่าเชื่อถือ ความสัมพันธ์และการติดต่อสื่อสาร ความรอบรู้ในธุรกิจของสายงาน การมีจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทของ HR รวมทั้งเรื่อง Competencies of the Stars ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น หากมองเป็นภาพรวมแล้ว สรุปได้ว่า HR ที่ดีควรต้องเป็นทั้งคนเก่งที่ทำงานสำเร็จอย่างเห็นได้ชัด และเป็นที่ยอมรับของผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายด้วย
เก่งอย่างเดียว (มีแต่ capability) ไม่พอ
ต้องเป็นที่ยอมรับ (มี acceptability) ด้วย
แล้วท่านจัดตัวเองอยู่ในประเภทไหน.....
1) ความสามารถน้อย ผู้คนก็ไม่ยอมรับ
2) ความสามารถสูง แต่ผู้คนไม่อยากติดต่อด้วย
3) ความสามารถต่ำ และผลงานไม่ค่อยมี แต่คนชอบมาก
4) ความสามารถสูง คนชื่นชม : นี่คือ Star
|